mood board

02655A29-BEEF-4D57-B16E-3E5404F4DDDA.jpeg

Step of making ‘Latte Käfig’ new full colored illustration.

วิธีในการวาดภาพลงสี ‘Latte Käfig’

Step1:After I done analysis.I start to making ‘moodboard’ by collage image ‘s mood I want in 1 picture.AS I wanna convey real experience the most so I use real life experience.

ขั้นตอนที่ 1 หลังจากวิเคราะห์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ทำการสร้าง moodcoard โดยการรวบรวมภาพทั้งหมดที่ต้องการในกระดาษแผ่นเดียว ภาพนี้เราต้องการที่จะแสดงอารมณ์ที่แท้จริงและประสบการณ์ที่แท้จริง ก็เลยใช้ประสบการณ์จริงในการเขียนภาพนี้ขึ้นา

‘i will draw woman (barista) stuck in coffee making machine’

เราจะวาดผู้หญิงที่ติดอยู่ในเครื่องชงกาแฟ

Metaphors of these stories 

การเปรียบเทียบของเรื่องราวนี้ก็คือ

She stuck in a past of bitter sweet memories.

เธอติดอยู่ในอดีตที่หวานอมขมกลืน

She’s create some avatar of person she’s love,and that person no longer existed.

เธอได้สร้างตัวตนของคนที่เธอรักขึ้นมา และคนๆนั้นไม่มีอยู่จริงอีกแล้ว

Here is full illustration commentary 

อันนี้เป็นความคิดเห็นและคอมเมนต์ทั้งหมดของส่วนนี้

To ‘You’ 


Yes it’s ’you’...I’d call you ‘Latte’ (some kind of coffee)

As pseudonym, from now on.


Why?

Because you are bitter sweet memory of mine actually.

But keep my eye open.So you are.

ถึงคุณ


ใช่ คุณนั่นแหละ เราจะเรียกคุณว่า ลาเต้ (กาแฟชนิดหนึ่ง) เป็นชื่อปลอมนับจากนี้

ทำไม

เพราะว่าคุณเป็นความทรงจำอันหวานอมขมกลืนของฉัน

แต่ทำให้ฉันตื่นตลอดเวลา นั่นแหละคือคุณ

In 2011


 ’you’....

who said this following words.’language barrier’


 ’you’....

Who have big influence on me.


Just because you said 

ในปี 2011


คุณพูดถึงกำแพงภาษา

คุณที่มีอิทธิพลต่อฉันยิ่งนัก

เพียงแค่คุณพูด

Latte:”Their are (damn) ‘language Barrier’ that’s just too great!There’re no way to communicate without further misunderstandings!”

ลาเต้:"มีกำแพงภาษาที่ยิ่งใหญ่เกินไป เราไม่สามารถสื่อสารกันได้โดยไม่มีการเข้าใจผิด"

So I read several hundreds English book in a year ,listen ton of audio books,enroll to English-based course.and practice my engrid like a crazy one,or I actually am.

ดังนั่นฉันจึงอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเป็นร้อย ฟังหนังสือเสียง ลงทะเบียนเรียนคอร์สที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ และฝึกภาษาอย่างบ้าคลั่งเหมือนคนบ้า

I aim for no engrid but learn to use ‘proper english’ by consume a lot of text books...and use it in everyday life.

ฉันหวังว่าจะใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วโดยการอ่านภาษาอังกฤษจำนวนมาก และใช้มันในชีวิตประจำวัน

I WILL BREAK THAT DAMN ‘GREAT-BARRIER-of-language’ ...and I’m sure I can eliminated it,although it can’t be friends anymore.I’d try my best,for my future life.i ‘ll destroy its to debris! /me ‘clenched my fists’

ฉันจะทำลายกำแพงภาษาบ้าๆนั่น และฉันแน่ใจว่าฉันจะทำลายมันได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ใช่เพื่อนกันแล้วฉันจะทำลายมันให้พังยับ กำหมัด และ ตะโกนร้องว่า

‘Oraoraora!’

เปล่าประโยชน์ๆๆๆๆๆ

I’m sorry to write in public.It’s ‘never’ reaching you anyway...

ขอโทษที่เขียนออกสาธารณะ แต่มันคงไปไม่ถึงคุณหรอก

Thx.


P.S if that day come I may be totally free.


The day I totally break-free from that stupid wall.Also ‘pseudo wall’ I created.

Of course I may or may not reach caliber of person who use English as native,but it doesn’t matter.


I think song is ‘endless rain’


เมื่อเวลานั้นมาถึงฉันอาจจะเป็นอิสระ

วันที่ฉันเป็นอิสระจากกำแพงบ้าๆที่ฉันสร้างขึ้น รวมทั้งกำแพงปลอมๆ แน่นอนละ ฉันอาจจะไม่ถึงขั้นของคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ แต่นั่นไม่เป็นไรหรอก


เพลงประกอบ "endless rain" XJAPAN